ทำอย่างไรถึงจะเล่นโป๊กเกอร์เก่ง เล่นยังไงถึงจะชนะ มักจะเป็นเป็นคำถามแรก ๆ ที่ถูกถามกันเข้ามามาก อย่างที่ทราบกันดีว่าเกมไพ่ชนิดนี้ผู้เล่นจำเป็นต้องมีทักษะต่าง ๆ รอบด้านและมีความชำนาญระดับหนึ่งถึงจะอยู่รอดจนเป็นผู้ชนะได้ ซึ่งทักษะการอ่านไพ่ก็เป็นอีกหนึ่งความสามารถที่ผู้เล่นควรจะมีไว้ ไม่เพียงแค่อ่านไพ่ในมือตัวเองเท่านั้น แต่รวมถึงการอ่านไพ่คู่ต่อสู้ด้วย ในวันนี้เราก็เลยเอาเคล็ดลับการอ่านไพ่ดีที่จะช่วยให้อ่านทางไพ่ได้ง่ายยิ่งขึ้นมาฝากกัน

7 เคล็ดลับการอ่านไพ่คู่ต่อสู้ หนทางสู่การเป็นผู้ชนะโป๊กเกอร์

1. เข้าใจช่วงของไพ่ที่เล่นได้

พื้นฐานนี้เป็นการหาความน่าจะเป็นเพื่อคาดเดาว่ามีไพ่ไหนที่เล่นได้บ้าง ปกติแล้วเราจะดู Range ไพ่กันเป็นเปอร์เซ็นต์ เช่น คู่ต่อสู้ 3-Bet เข้ามา Range ไพ่ 10% หมายความว่ามีโอกาส 10% ที่คู่ต่อสู้จะมีไพ่ที่ดีมาก ๆ หรืออาจจะ 3-Bet เข้ามาด้วยไพ่ที่ไม่ดี 10% จากทั้งหมดก็ได้ โดยชนิดของ Range ไพ่จะแบ่งได้ดังนี้

Merged / Depolarized / Linear

สามคำนี้จะใช้เรียกช่วงไพ่ที่ดีที่สุด แต่ไม่มีใครรู้ได้ว่าไพ่แบบไหนคือไพ่ที่ดีที่สุด มันขึ้นอยู่ที่เราว่าจะจัด Range ไพ่ยังไง เพราะไพ่โป๊กเกอร์เป็นอะไรที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ก็ต้องไปดูกันว่าเราเอาไพ่ใบนั้นไปเทียบกับไพ่อะไรและอยู่ในช่วงไหน ไพ่บางตัวอาจจะดีเมื่ออยู่ในช่วงเดียวกัน แต่เมื่อเทียบกับช่วงอื่นแล้วอาจจะไม่ดีก็ได้ ดังนั้นจึงไม่นิยมเอาค่าความได้เปรียบมาจัด Range โดยเฉพาะการเล่น Stack ที่ลึกมาก ๆ

ยกตัวอย่างเช่นไพ่ AA ที่คนส่วนใหญ่มักจะมองว่าเป็นไพ่ที่ดีที่สุดใน NLHE แต่อาจเลือก A9o หรือ 9Ts มาเป็นส่วนหนึ่งของ Range ด้วย เพราะว่า A9o มีความได้เปรียบมากกว่าไพ่อื่น ๆ ส่วน 9Ts ก็ใช้เล่นได้ในหลายสถานการณ์ ดังนั้นต้องดูข้อมูลอื่นด้วยว่าอีกฝ่ายแสดงท่าทีอย่างไรต่อ Range Linear 10% ที่เราคาดเดา

Polarized

ช่วงไพ่นี้ส่วนมากจะเป็นไพ่ดีที่ไม่ใช่ไพ่กลาง ๆ และเป็นช่วงไพ่ที่เอาไว้ Bluff เช่น คู่ต่อสู้ของเราทำการเล่น 3 Barrels ทั้งในรอบ Flop, Turn และ River มีความเป็นไปได้เขาจะมีไพ่ที่ดีมาก ๆ หรือไม่ก็กำลัง Bluff เราอยู่

อย่างในช่วง Pre-Flop AA อาจเป็นไพ่ที่ดีสำหรับการสร้างมูลค่า ขณะเดียวกัน Q9s ก็เหมาะที่จะใช้ Bluff เพราะมีความได้เปรียและใช้เล่นได้หลากหลายกว่า แม้ว่า 23o จะสามารถใช้บลัฟฟ์ได้เหมือนกันแต่มันไม่มีความได้เปรียบจึงต้องปัดตกไป เพราะเวลาเล่นจำเป้นต้องใช้ไพ่ที่มีประสิทธิภาพในการเล่นเท่านั้น ปกติแล้วเราจะรู้ถึง Polarized Range ได้ก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายเล่นแบบ Aggressive ถี่ ๆ โดยเฉพาะการยิง  3 Barrels ที่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของไพ่ในมือ อย่างไรก็ตามมันก็เป็นไปได้ทั้งการมีไพ่ที่ดีหรืออาจไม่มีไพ่อะไรเลยก็ได้เช่นกัน

Condensed

เป็นช่วงไพ่ที่มักจะถูกลืม เนื่องจากคนส่วนใหญ่จะจำกันแค่ Depolarized กับ Polarized และไพ่ที่อยู่ในช่วงนี้ก็จะคล้าย ๆ กันด้วย ต่างกันก็ตรงที่ไม่ได้มีไพ่ที่ดีมาก ๆ สมมติว่าบอร์ดออก J♥ 7♠ 8♠ และคู่ต่อสู้ Check / Call การตัดสินใจแบบนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยหากอีกฝ่ายไม่ติดไพ่อะไร หรือติดไพ่ดี ๆ อย่าง Set หรือ Straight ความเป็นไปได้จึงเหลือแค่อาจถือไพ่กลาง ๆ ไม่ก็รอติด Flush อยู่นั่นเอง วิธีสังเกตง่าย ๆ ก็คือ หากอีกฝ่ายตั้งรับด้วย Call มีโอกาสที่จะมีไพ่ Condensed แต่ถ้าเล่นแบบ Aggressive ก็เป็นไปได้ว่าจะถือไพ่ Polarized อยู่

Capped

ช่วงไพ่ชนิดนี้จะมีความคล้ายกับ Condensed อยู่เหมือนกัน เพียงแค่มีโอกาสที่จะไม่ติดไพ่อะไรในมือเลย เช่น บอร์ดออก J♥ 7♠ 8♠ เราอาจถือไพ่ที่อยู่ในช่วง Capped เมื่อมาถึงในรอบ Turn ก็ยังไม่ติดอะไรเลย แต่เมื่อใดก็ตามที่ไพ่ Turn ทำให้ติด Flush ก็จะทำให้หลุดจาก Capped range ทันที นอกจากนี้แล้วไพ่ที่อยู่ในช่วงนี้จะช่วยเพิ่มอัตราชนะให้กับไพ่ที่ไม่ Showdown ได้เช่นกัน

Weighted

ตรงนี้จะแตกต่างไปคือเป็นการให้น้ำหนัก Range ไพ่ ถึงแม้เราจะอ่านทางออกว่าอีกฝ่ายมี Polarized range 10% แต่การ Weighted จะทำให้รู้ว่าทางนั้นให้น้ำหนักไปทางไหนมากกว่ากันระหว่างการบลัฟฟ์กับการสร้างมูลค่า เพื่อที่จะหาวิธีรับมือได้อย่างเหมาะสม

2. คาดเดาไพ่ที่ไม่น่าจะมีในมือ

ถ้าเป็นการเล่นโป๊กเกอร์ตามปกติไม่มีใครรู้ว่าอีกฝ่ายเริ่มต้นเล่นด้วยไพ่อะไร จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราต้องไล่เก็บไล่วิเคราะห์ทุกการกระทำของคู่ต่อสู้เพื่อที่จะตัดไพ่ที่ดูไม่สมเหตุสมผลออกไป ทำให้เราสามารถตีวงแคบได้เรื่อย ๆ จนเหลือแค่ไม่กี่ตัวเลือกที่เขาจะเล่นในรอบ River ซึ่งมันก็ส่งผลต่อการตัดสินใจสู้หรือหมอบให้กับคู่ต่อสู้ที่อยู่ตรงหน้า

แต่พอเอาเข้าจริง ๆ จะรู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะสามารถจดจำและประมวลผลข้อมูล พร้อมกับคาดเดาความน่าจะเป็นที่มีอยู่หลายร้อยเหตุการณ์ในเวลาที่จำกัด ดังนั้นการคาดเดาถึงสิ่งที่อีกฝ่ายไม่มีน่าจะเป็นวิธีที่ง่ายกว่า

7 เคล็ดลับการอ่านไพ่คู่ต่อสู้ หนทางสู่การเป็นผู้ชนะโป๊กเกอร์

3. มองภาพรวมแบบหยาบ ๆ

ในการมองหาความน่าจะเป็นรวมถึงการจัดหมวดหมู่ไพ่สูงหรือต่ำอาจจะเป็นเรื่องง่าย แต่เมื่อใดก็ตามหากต้องนับและจัดหมวดหมู่ของไพ่กลาง ๆ มันจะกลายเป็นเรื่องลำบากจนอาจทำให้ตัดสินใจผิดพลาดกันเลยก็ได้ ดังนั้นการมองแค่คร่าว ๆ หรือมองภาพใหญ่จะทำให้การตัดสินใจของเราทำได้ดีกว่า

พื้นฐานการฝึกคำนวณไพ่โป๊กเกอร์คือการแบ่ง Range ไพ่ต่าง ๆ และนับความน่าจะเป็นของไพ่บนมือคู่ต่อสู้ แน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่ยากที่จะคำนวณได้ในระยะเวลาสั้น ๆ การแยกและประมาณการคร่าว ๆ เช่น จากแอ็คชั่นที่อีกฝ่ายกระทำเราอาจคิดว่ามีโอกาสน้อยมากที่ทางนั้นจะรอ Flush ส่วนการถือคู่สูงก็อาจพอเป็นไปได้บ้างในระดับกลาง ๆ แต่มีโอกาสมากที่สุดที่จะถือคู่ต่ำอยู่ เป็นต้น

4. มองย้อนกลับ

วิธีนี้จะได้ผลดีกับคนที่มีประสบการณ์หรือเล่นโป๊กเกอร์เป็นประจำเท่านั้น เพราะเวลาไปเจอคู่ต่อสู้ที่เจนสนามพอตัว พวกเขาจะมีวิธีบิดเบือนไพ่ในมือ ทำให้ยากต่อการคาดเดา สิ่งที่ทำได้มีเพียงแค่รู้ว่าไพ่ในมือเราเป็น Range แบบไหน และพยายามคิดว่าอีกฝ่ายจะมองเราอย่างไร แล้วใช้จุดนี้เป็นพื้นฐานการเล่น

เอาง่าย ๆ ถ้าเราคิดว่าเราเล่นแข็งแล้วแต่อีกฝ่ายยัง Raise กลับมา ควรที่จะหมอบเพราะเป็นไปได้ว่าอีกฝ่ายน่าจะมีไพ่ที่แข็งกว่า หรือถ้าเราเล่นไพ่ที่ไม่ได้ดีมากอะไร แต่ไปเจออีกฝ่าย Aggressive ใส่ไม่ยั้ง ก็อาจจะลองเล่นต่อเพื่อดูว่าอีกฝ่ายคิดจะ Bluff เราหรือไม่

5. จำ Capped Range

การจะสร้างกำไรด้วยไพ่ที่มีความได้เปรียบน้อย นี่คือเทคนิคสำคัญที่จะทำให้อีกฝ่ายตัดสินใจผิดเพี้ยนไปจากเดิม หากอีกฝ่ายมีไพ่ดีเขาจะไม่ตัดสินใจเล่นแอคชั่นนี้ เช่น ถ้าบอร์ดออก J♥ 7♠ 8♠ แล้วเขา Check / Call แถมไพ่ Turn ก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ก็พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีของดีในมือ แล้วใช้จังหวะนี้กดดันคู่ต่อสู้เสียเลย

แต่ถ้าออก J♥ 5♠ 5♦ เขาอาจจะเล่นไพ่พรีเมี่ยมแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ยากที่จะเดาได้ว่าไพ่ที่เขาถืออยู่ใน Capped Range หรือไม่ ถ้าเขาคิดจะเล่นแบบตั้งรับ หรืออีกสถานการณ์หนึ่งคือคู่ต่อสู้ C-Bet บน Flop, Turn หรือ River ไม่ได้ อาจบ่งบอกว่าเขาไม่ได้มีไพ่ดีหรืออาจจะถือไพ่ดีก็ได้แต่ทำให้เราคิดว่าเป็นไพ่แย่ โดยปกติแล้วการ C-Bet เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างมาก เพราะเปิดการเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้รู้ถึง Range ไพ่ของเรา

6. มองหาแนวโน้มและความเป็นไปได้

การจำแนกไพ่คู่ต่อสู้ตาม Range รวมถึงการคาดเดาความเป็นไปได้ของไพ่ที่อีกฝ่ายถืออยู่ เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยประสบการณ์เป็นหลัก เพราะเราต้องเล่นแบบเดิม ๆ นับร้อยนับพันรอบจนคุ้นชินกับสถานการณ์นั้น ๆ เพื่อที่จะหาแอคชั่นที่เหมาะสมสำหรับการเล่นไพ่ชุดดังกล่าว หากขาดประสบการณ์ตรงนี้อาจส่งผลให้เราคาดเดาแนวโน้มผิดและนำไปสู่ความสูญเสียได้ง่าย ๆ

ต่อให้รู้ทั้งรู้ว่าอีกฝ่ายต้องถือไพ่ Range นี้แน่ ๆ แต่เราก็ยังมีโอกาสที่จะเสียถ้าอีกฝ่ายไม่เดินตามเกมที่เราคาดหวังไว้ เอาง่าย ๆ หากเรามองเห็น Range ไพ่ของอีกฝ่ายแล้วว่าต้องเป็นไพ่คู่กลาง ๆ แล้วเขาต้องหมอบแน่ถ้าต้อง Bet หนัก ๆ ที่ River แต่กลายเป็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมหมอบ นี่แหละที่เรียกว่าเดา Range ได้ แต่คาดการณ์แนวโน้มของแอคชั่นที่จะเกิดผิด

สาเหตุหลักก็มักจะมาจากการตัดสินใจที่เร็วเกินไปและยังมีประสบการณ์ไม่มากพอ จำไว้ว่าคนที่เล่นแบบเดิมมาแค่ร้อยครั้ง ไม่มีทางที่จะคาดเดาแนวโน้มและความเป็นไปได้เท่ากับคนที่เล่นมาหมื่นครั้งอยู่แล้ว

7 เคล็ดลับการอ่านไพ่คู่ต่อสู้ หนทางสู่การเป็นผู้ชนะโป๊กเกอร์

7. เลิกนิสัยคิดไวทำไว

คิดเร็วทำไวอาจจะใช้ได้กับหลาย ๆ เรื่อง แต่ไม่ใช่กับโป๊กเกอร์อย่างแน่นอน เพราะว่าเกมไพ่ชนิดนี้ต้องอาศัยกลยุทธ์และทักษะการเล่นระดับสูงไม่ต่างจากหมากรุก การคิดให้ช้า มองให้ถี่ถ้วน คิดให้มากขึ้นว่าอีกฝ่ายถืออะไร อย่าไปกลัวว่าการเล่นช้าจะทำให้อีกฝ่ายอ่านเราออกง่าย เพราะยังไงก็ไม่มีใครมาคิดเงินเพิ่มหรือต้องเสียค่าปรับอยู่แล้ว ดีกว่ารีบตัดสินใจภายในไม่กี่วินาทีเพื่อก้าวไปสู่หายนะ

อย่างที่ได้บอกกันไปแล้วว่าการอ่านไพ่คู่ต่อสู้เป็นสิ่งที่เราต้องสั่งสมประสบการณ์จากการเล่นให้มาก และต้องทุ่มเทเวลาให้กับการศึกษาทดลองอย่างจริงจัง มันอาจจะต้องใช้เวลายาวนานจนน่าเบื่อหรือท้อจนอยากจะเลิกเล่น แต่ถ้าเราผ่านจุดนี้ไปได้เราก็จะแข็งแกร่งขึ้นไปด้วย

Similar Posts